ข่าวหลักทรัพย์
ไทยพาณิชย์

ให้คุณได้อัพเดตสดใหม่ตลอดเวลา ไม่พลาดข่าวสำคัญติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ได้ที่นี่

หน้าหลัก  >  ข่าวสารและกิจกรรม  >  บล.ไทยพาณิชย์ มองแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ปี 2561 คึกคัก เดินหน้าเต็มสูบ ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ มั่นใจ SET index ปลายปีแตะ 1900 จุด

          บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ปี 2561 เดินหน้าเต็มสูบผลจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน วัฎจักรการลงทุนรอบใหม่ที่กำลังเริ่มต้น รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการที่เกี่ยวเนื่องจากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภาวะเงินฝืดที่กำลังหมดไป มั่นใจตลาดหุ้นไทยปลายปี 2561 ผ่าน 1900 จุด ชูหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ ได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มขนส่ง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

          นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า ในไตรมาส 1 ปี 2561 คาดว่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยนโยบายดังกล่าวจะรวมถึงโครงการรับจำนำยุ้งฉาง และการแจกสวัสดิการรอบที่ 2 สำหรับผู้ถือบัตรคนจน นอกจากนี้ การประกาศใช้ พ.ร.บ. พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในช่วงเดียวกันนี้จะช่วยกระตุ้นความต้องการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน ทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ  ขณะที่ต่างประเทศนั้นกฎหมายปฏิรูป (ลด) ภาษีในสหรัฐฯ จะเป็นการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจซึ่งเศรษฐกิจที่ดีและการกู้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นด้วย

          ปัจจัยที่นักลงทุนอาจจะไม่ค่อยกล่าวถึงมากนักสำหรับปี 2561 คือ ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และนัยสำคัญต่อผลตอบแทนพันธบัตรโดยรวม เมื่ออิงกับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกล่าสุดโดย IMF พบว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการค่อยๆ ปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ยระยะยาวในหลายๆ ตลาดสำคัญ ยกเว้นญี่ปุ่นซึ่งยังใช้นโยบายควบคุมผลตอบแทนพันธบัตร ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนจับตาดูความเป็นไปได้ที่จะเห็นอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในปี 2561 โดยปัจจัยระยะสั้นที่มากระตุ้น คือ การผ่านแผนปฏิรูปภาษีในสหรัฐฯ แผนดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.5-0.8% ต่อปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อรวมถึงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น ภายใต้กรณีนี้ สินทรัพย์เสี่ยงมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตราสารหนี้

          “SCBS มองว่า จากปัจจัยสนับสนุนเกือบทุกด้านเปรียบได้กับเครื่องยนต์ที่ส่งกำลังขับเคลื่อนแบบ “เต็มสูบ” การใช้นโยบายการคลังกระตุ้นทั้งการบริโภคและการลงทุนในปีนี้ส่งผลดีต่อตลาดหุ้น เพราะนอกจากจะมีกฎหมายใหม่ พ.ร.บ. พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนแล้ว ยังจะมีแรงส่งจากเศรษฐกิจโลกและไทยที่แข็งแกร่ง การใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ภาวะเงินฝืดหมดไปราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวขึ้น จะส่งผลดีต่อการลงทุน เมื่อรวมกับผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นและสภาพคล่องที่ยังล้นเหลือ จะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้า SET index ปลายปี 2561 ที่ 1900 จุด”

          หุ้น Top Picks ประจำไตรมาส 1 ปี 2561 ที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะประกาศใช้และวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของประเทศไทย ประกอบด้วยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มขนส่งที่ค่อยๆ ฟื้นตัวและสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้นและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 

  • บมจ. กรุงเทพ (BBL) : มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่และการส่งออกที่ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโตของสินเชื่อน่าจะเร่งขึ้นอีกเท่าตัว ส่วน credit cost น่าจะลดลงในปีหน้า
  • บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) : ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าอย่างมาก, ซื้อขายที่มูลค่า EV (ต่ำเกินไปเหมือนกับจะเลิกกิจการ) ผลตอบแทนพันธบัตรที่จะปรับตัวขึ้นจะช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้น BLA ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้
  • บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) : ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนการเติบโตของระยะทางเดินรถและ EBITDA ที่จะเพิ่มขึ้น 4 เท่าภายในปี 2565
  • บมจ.กรุงไทย  (KTB) : เป็นหุ้น laggard ในกลุ่มธนาคาร มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการลงทุนภาครัฐ
  • บมจ. แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) : กำไรจะทำจุดต่ำสุดในปี 2560 และฟื้นตัวด้วยอัตราเติบโต 43% ในปี 2561 และ 18% ในปี 2562 เนื่องจากบริษัทหันมารุกตลาดระดับกลางมากขึ้น
  • บมจ. ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) : กำไรจะเติบโตที่ CAGR 11% ในระยะ 3 ปีข้างหน้า และหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าเงินลงทุนถึง 19%